ทำไมราคารับซื้อ (2.20 บาท) ถึงต่างจากค่าไฟที่จ่าย (4 บาทกว่า)?
ค่าไฟฟ้าฐานที่จ่ายอยู่ ไม่ได้มีแค่ค่าผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว แต่ยังรวมค่าระบบส่งที่พาไฟข้ามจังหวัดมาถึงบ้าน และค่าระบบจำหน่ายที่พาไฟเข้าถึงปลั๊กในบ้านด้วย นอกจากนี้ค่าไฟที่จ่ายจริงยังมีค่า Ft ค่าบริการรายเดือน และ VAT 7% เพิ่มเข้ามาอีก
แต่เวลาแผงโซล่าเซลล์ผลิตไฟเกินใช้แล้วส่งส่วนที่เหลือเข้ากริด สิ่งที่ขายได้คือพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า "เนื้อไฟ" ซึ่งไม่ต้องจ่ายค่าระบบส่ง ค่าระบบสำรอง หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่รวมอยู่ในค่าไฟปลีกเลย
ถ้ารัฐรับซื้อแพงขึ้น เงินมาจากไหน ใครต้องแบกภาระ?
งบที่รัฐจ่ายซื้อไฟจะไหลกลับเข้าโครงสร้างค่าไฟหรือภาษี แล้วกระจายให้ผู้ใช้ไฟทุกคนช่วยกันจ่าย ไม่ว่าจะเป็นคนเช่าหอที่ไม่มีหลังคาเป็นของตัวเอง หรือครอบครัวที่ไม่มีเงินก้อนไปลงทุนติดตั้งเอง
ลองคิดเลขง่าย ๆ ตามนี้ เช่น โควตารับซื้อ 500 เมกะวัตต์ ผลิตไฟได้ราว 700 ล้านหน่วยต่อปี สมมติรัฐเปลี่ยนไปรับซื้อที่ราคาขายปลีกประมาณ 3.95 บาท แทน 2.20 บาท ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะตกปีละราว 1,200 ล้านบาท หารเฉลี่ยกับครัวเรือนทั่วประเทศราว 26 ล้านครัวเรือน ตกครัวเรือนละ 46 บาทต่อปี ซึ่งอาจดูไม่มาก แต่ครัวเรือนที่ติดโซล่าเซลล์จะไม่ต้องจ่ายส่วนนี้เพิ่มเลย ในขณะที่ครัวเรือนที่ไม่ได้ติดตั้งต้องแบกรับเต็ม ๆ
Net Metering กับ Net Billing ต่างกันยังไง แบบไหนคุ้มกว่า?
หลายคนสงสัยว่าทำไมไทยไม่ใช้ Net Metering แบบบางประเทศ คำตอบคือ Net Metering หักลบหน่วยไฟที่ส่งออกกับหน่วยที่ใช้แบบ 1 ต่อ 1 เหมือนมิเตอร์หมุนกลับ ส่วน Net Billing ที่ไทยใช้จริง เป็นการผลิตไฟใช้เองก่อน เหลือเท่าไหร่จึงส่งขายแยกต่างหาก
Net Metering ฟังดูแฟร์เพราะแลกหน่วยแบบ 1:1 แต่หน่วยที่ส่งออกเป็นเนื้อไฟช่วงกลางวัน ในขณะที่หน่วยที่หักลบมักเป็นช่วงเย็นที่ค่าไฟถูกกว่าและรวมค่าระบบไว้ด้วย แม้จะจูงใจคนติดโซล่าเซลล์ได้ แต่ส่วนต่างที่หายไปต้องแบกรับโดยคนที่ไม่มีโซล่าเซลล์ บางประเทศที่เคยใช้ระบบนี้เต็มรูปแบบก็ต้องปรับลดอัตราชดเชยลงในเวลาต่อมา